หลายคนมักเข้าใจว่า “ฟันสึก” เป็นปัญหาของผู้สูงอายุเท่านั้น แต่ความจริงแล้วภาวะฟันสึกสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกช่วงวัย ไม่ว่าจะเป็นวัยทำงานหรือวัยรุ่น หากฟันต้องเผชิญกับแรงบดเคี้ยวหรือสารที่ทำลายผิวฟันอย่างต่อเนื่องโดยไม่รู้ตัว
การรู้ทันตั้งแต่ระยะเริ่มต้น จะช่วยป้องกันไม่ให้ปัญหาลุกลามจนต้องรักษาที่ซับซ้อนและมีค่าใช้จ่ายสูง
🔎 ภาวะฟันสึกคืออะไร?
ภาวะฟันสึก (Tooth Wear) คือการสูญเสียเนื้อฟันบริเวณผิวเคลือบฟันหรือเนื้อฟันด้านในอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยไม่ได้เกิดจากฟันผุโดยตรง แต่เกิดจากแรงเสียดสี แรงบดเคี้ยว หรือการสัมผัสกรดเป็นเวลานาน
เมื่อเคลือบฟันบางลง ฟันจะไวต่อความรู้สึกมากขึ้น และอาจส่งผลต่อรูปร่าง ความยาว และการสบฟันในระยะยาว
💡 สาเหตุที่พบบ่อยของฟันสึก
✨ แปรงฟันแรงเกินไป หรือใช้แปรงขนแข็ง
การแปรงฟันผิดวิธี โดยเฉพาะบริเวณคอฟัน อาจทำให้เกิดรอยสึกเป็นร่องได้
✨ การกัดฟันหรือขบฟัน (Bruxism)
มักเกิดตอนนอนหรือช่วงเครียด ทำให้ผิวฟันด้านบดเคี้ยวสึกเร็วกว่าปกติ
✨ ดื่มน้ำอัดลม น้ำผลไม้เปรี้ยวจัด หรือเครื่องดื่มที่มีกรดสูงเป็นประจำ
กรดจะกัดกร่อนเคลือบฟัน ทำให้ฟันบางและสึกง่ายขึ้น
✨ กรดไหลย้อน หรือภาวะสุขภาพบางชนิด
กรดจากกระเพาะอาหารที่ย้อนขึ้นมาสัมผัสฟันบ่อยๆ สามารถทำลายผิวฟันได้เช่นกัน
⚠️ หากปล่อยไว้ ฟันสึกจะเกิดอะไรขึ้น?
-
ผิวฟันบางลงอย่างต่อเนื่อง
-
เสียวฟัน โดยเฉพาะเวลาเจอของร้อน เย็น หรือหวาน
-
เคี้ยวอาหารไม่ถนัด
-
ฟันดูสั้นลง หรือมีรูปทรงเปลี่ยนไป
-
ในกรณีรุนแรง อาจต้องบูรณะด้วยวัสดุอุด ครอบฟัน หรือทำวีเนียร์ ซึ่งใช้เวลาและค่าใช้จ่ายมากขึ้น
✅ วิธีป้องกันและดูแลฟันสึก
-
ใช้แปรงสีฟันขนนุ่ม และแปรงอย่างถูกวิธี
-
หลีกเลี่ยงการแปรงทันทีหลังดื่มเครื่องดื่มที่มีกรด (ควรรอประมาณ 30 นาที)
-
หากมีพฤติกรรมกัดฟัน ควรปรึกษาทันตแพทย์เพื่อทำเฝือกสบฟัน (Night Guard)
-
ควบคุมอาหารและเครื่องดื่มที่มีกรดสูง
-
ตรวจสุขภาพฟันเป็นประจำทุก 6 เดือน
🎯 สรุป
ภาวะฟันสึกไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่ใช่ปัญหาของผู้สูงอายุเท่านั้น หากตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้น สามารถวางแผนป้องกันและรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ที่ TDH Dental เราพร้อมให้คำปรึกษา วินิจฉัย และวางแผนการรักษาอย่างเหมาะสมเฉพาะบุคคล เพื่อให้คุณมีรอยยิ้มที่แข็งแรงและมั่นใจในระยะยาว
หากมีอาการเสียวฟัน หรือสงสัยว่าฟันเริ่มสึก อย่ารอให้สายเกินแก้ ควรเข้ารับการตรวจโดยทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ 🦷✨

English