ฟันปลอมแบบไหนเหมาะกับคุณ? แต่ละแบบมีข้อดี-ข้อเสียอย่างไร?

ฟันปลอมเป็นอุปกรณ์ทดแทนฟันที่สูญเสียไป เพื่อช่วยในการบดเคี้ยว พูด และรักษารูปร่างของใบหน้า มีทั้งแบบถอดได้และแบบติดแน่น ซึ่งเลือกใช้ตามความเหมาะสมของแต่ละบุคคล

หากไม่ใส่ฟันปลอม อาจเกิดผลเสียดังนี้:

  • การบดเคี้ยวอาหารมีปัญหา ทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานหนักขึ้น
  • การออกเสียงผิดเพี้ยน พูดไม่ชัด
  • ฟันที่เหลืออาจล้ม หรือเคลื่อนตัวเข้ามาแทนที่ช่องว่าง
  • กระดูกขากรรไกรยุบตัว ส่งผลต่อรูปหน้า

สามารถถอดทำความสะอาดได้ แบ่งเป็น:

  • ฟันปลอมทั้งปาก – ใช้ในกรณีสูญเสียฟันทั้งหมด
  • ฟันปลอมบางส่วน – ใช้ในกรณีมีฟันธรรมชาติหลงเหลืออยู่

ติดอยู่กับฟันธรรมชาติหรือตัวรองรับ ไม่สามารถถอดออกได้ง่าย

  • สะพานฟัน – ใช้ฟันข้างเคียงเป็นหลักยึด
  • รากฟันเทียม – ฝังลงในกระดูกขากรรไกรเพื่อให้มีความแข็งแรง
  • อะคริลิก – เบา ราคาย่อมเยา
  • โลหะ – แข็งแรง ทนทาน
  • เซรามิก – ดูเป็นธรรมชาติที่สุด
ข้อดี:
  • ราคาไม่สูง
  • ซ่อมแซมหรือเปลี่ยนได้ง่าย
ข้อเสีย:
  • อาจรู้สึกไม่สบายในช่วงแรก
  • ต้องถอดทำความสะอาดทุกวัน
ข้อดี:
  • เสถียร ไม่ต้องถอดออก
  • ให้ความรู้สึกใกล้เคียงฟันธรรมชาติ
ข้อเสีย:
  • ค่าใช้จ่ายสูงกว่า
  • ต้องมีฟันที่แข็งแรงรองรับ
  • ผู้ที่สูญเสียฟันบางส่วนหรือทั้งหมด
  • ผู้ที่มีปัญหาการเคี้ยวอาหาร
  • ผู้ที่ต้องการรักษารูปหน้าหรือการพูดให้ปกติ
  • หากต้องการความสะดวกและคงทน – ฟันปลอมแบบติดแน่น
  • หากต้องการประหยัดงบประมาณ – ฟันปลอมแบบถอดได้
  1. ตรวจสุขภาพช่องปาก
  2. พิมพ์ปากเพื่อทำฟันปลอม
  3. ทดลองใส่และปรับแต่ง
  4. ติดตั้งและแนะนำการดูแล
  • แช่ฟันปลอมในน้ำหรือน้ำยาทำความสะอาดทุกคืน
  • หลีกเลี่ยงการใช้แปรงแข็งขัดฟันปลอม
  1. แปรงฟันให้สะอาดวันละ 2 ครั้ง
  2. ใช้ไหมขัดฟันหรืออุปกรณ์ทำความสะอาดเฉพาะทาง
  • ฟันปลอมถาวรอยู่ได้นานแค่ไหน? – ประมาณ 5-15 ปี ขึ้นอยู่กับการดูแล
  • ใส่ฟันปลอมแล้วเจ็บทำอย่างไร? – ปรับแต่งโดยทันตแพทย์
  • ฟันปลอมแบบถอดได้ เริ่มต้นที่ 2,000 – 10,000 บาท
  • สะพานฟัน 5,000 – 30,000 บาท
  • รากฟันเทียม 

การเลือกฟันปลอมควรปรึกษาทันตแพทย์เพื่อหาตัวเลือกที่เหมาะสมกับสุขภาพช่องปากของคุณ